เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 โต 7.9% แผ่วลงเยอะจากช่วง 3 เดือนแรกปีนี้ ชี้ผู้บริโภคในประเทศไม่มั่นใจใช้จ่าย-วัตถุดิบแพงขึ้น-สถานการณ์ภายนอกไม่เอื้อ

0

การฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่งของจีน ภายหลังจากผลกระทบของวิกฤตโรคระบาดเมื่อปีที่แล้วเริ่มแผ่วลง สืบเนื่องจากผู้บริโภคยังขาดความเชื่อมั่นในการใช้จ่าย ซ้ำร้ายสถานการณ์ภายนอกยังไม่แน่นอน และต้นทุนวัตถุดิบแพงขึ้น ส่งผลให้เศรษฐกิจไตรมาส 2 โต 7.9% ต่ำกว่าไตรมาสแรกเยอะ

สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (เอ็นบีเอส) รายงานเมื่อวันพฤหัสฯ (15) ว่า อัตราเติบโตประจำเดือนเมษายนถึงมิถุนายนอยู่ที่ 7.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว ซึ่งถือว่าลดลงอย่างชัดเจนจากที่ขยายตัวถึง 18.3% ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้

หลิว อี้ฮัว โฆษกหญิงของเอ็นบีเอส กล่าวว่า เศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกฟื้นตัวอย่างมั่นคง แต่ตั้งข้อสังเกตว่า ขณะนี้ปัจจัยภายนอกไร้ความแน่นอนและการฟื้นตัวในประเทศไม่สม่ำเสมอ จึงยังต้องพยายามเพื่อผนึกพื้นฐานการฟื้นตัวที่มั่นคงกับการพัฒนา

ทั้งนี้ อัตราเติบโตที่พุ่งสุดขีดในไตรมาสแรกเป็นผลจากการเปรียบเทียบกับตัวเลขในช่วงเดียวกันปีที่แล้วที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของจีนยังอยู่ภายใต้มาตรการล็อกดาวน์

กระนั้น ตัวเลขล่าสุดบ่งชี้ว่าอัตราเติบโตตลอดปี 2021 ที่จีนเล็งไว้ที่กว่า 6% ยังเป็นไปได้

หากเปรียบเทียบกับช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) อยู่ที่ 0.4% อัตราเติบโตในไตรมาส 2 จะเพิ่มขึ้น 1.3% ซึ่งถือเป็นสถิติต่ำสุดนับจากที่มีการเผยแพร่ข้อมูลนี้ในปี 2010

ต้นทุนวัตถุดิบที่พุ่งขึ้นและการจัดส่งที่ชะงักงันสร้างความกดดันให้ผู้ผลิต นอกจากนั้นโรงงานมากมายยังขาดแคลนชิปที่ใช้ในการผลิตสินค้าตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงรถยนต์

ข้อมูลของเอ็นบีเอสยังระบุว่า ผลผลิตอุตสาหกรรมประจำเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้น 8.3% และยอดค้าปลีกโตขึ้น 12.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่แล้ว

หลุยส์ คูอิจส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของออกซฟอร์ด อิโคโนมิกส์ประจำเอเชีย ตั้งข้อสังเกตว่า ความต้องการภายในประเทศในไตรมาสที่ผ่านมายังคงซบเซา กระนั้น เขาคาดว่าการบริโภคในครัวเรือนจะได้รับการสนับสนุนจากการที่ประชาชนจำนวนมากขึ้นได้รับการฉีดวัคซีนและการที่ภาคธุรกิจสามารถฟื้นกำไรและกลับมาลงทุนอีกครั้ง

จีนเป็นประเทศใหญ่แห่งเดียวในโลกที่เศรษฐกิจยังคงเติบโตเป็นบวกตลอดปีที่แล้ว และยังถูกคาดหมายว่า จะเข้าสู่ภาวะการฟื้นตัวหลังวิกฤตโรคระบาด

อย่างไรก็ตาม มาตรการจำกัดที่เข้มงวดเพื่อป้องกันการระบาดภายในประเทศ เช่น การปิดพรมแดน การล็อกดาวน์อย่างรวดเร็วเมื่อพบผู้ติดเชื้อ และการติดตามผู้สัมผัสโรค ส่งผลให้เกิดความท้าทายตามมาซึ่งรวมถึงการจัดส่งสินค้าหยุดชะงักเนื่องจากเกิดการระบาดในหมู่คนงานท่าเรือเมื่อต้นปี

ขณะนี้นักลงทุนจำนวนมากเฝ้าติดตามว่า ธนาคารกลางจีนจะปรับไปใช้นโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้นหรือไม่ หลังจากประกาศลดปริมาณเงินสำรองของแบงก์พาณิชย์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่ธนาคารกลางชาติอื่นๆ เริ่มพิจารณายกเลิกการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดี เมื่อวันจันทร์ (12) นายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ย้ำว่า จีนจะไม่หวังพึ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการย้ำนโยบายที่ปักกิ่งดำเนินอยู่ในช่วงปีที่ผ่านมา

กระนั้นนักวิเคราะห์บางคน เช่น ซิง จ้าวเผิง นักยุทธศาสตร์อาวุโสของเอเอ็นแซดในเซี่ยงไฮ้ มองว่า ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน หากผู้วางนโยบายไม่ดำเนินการใดๆ จีดีพีไตรมาส 4 อาจหลุดจากเป้าหมายที่ควรจะเป็น ดังนั้น เขาจึงคาดว่าทางการจีนจะออกมาตรการผ่อนปรนแบบจำกัดเป้าหมายในอนาคต

Related Posts

© All Right Reserved
Proudly powered by WordPress | Theme: Shree Clean by Canyon Themes.